[Fic แปล]Scream of the Butterfly 2/20

posted on 18 Jan 2009 02:03 by rainorshine in Translation

คำเตือน : บล็อกนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ Yaoi หรือ Boy's Love หากไม่รู้จักหรือไม่ชอบใจ กรุณาปิดหน้านี้ลงค่ะ


คราวนี้ก็เป็นงานเก่าแก้ใหม่อีกแล้ว เนื่องในโอกาสที่ MissB เขียนเรื่องนี้จนอวสานมาพักใหญ่ MissB ซึ่งเขียน SotB อยู่หลายปีอุตส่าห์เขียนจนจบ ดังนั้นคนแปลก็ควรทู่ซี้ทำมันจนจบด้วยเช่นกัน(ล่ะมั้ง?)

เมื่อได้อ่านจนจบ เห็นภาพรวมของทั้งเรื่อง แล้วกลับมาดูที่เคยทำไว้ก็พบจุดที่ต้องรื้อมากมายทีเดียว =_=;; ดังนั้นที่ลงในบล็อกนี้ก็คือฉบับที่พยายามแก้แล้ว แหะๆ ท่านใดพบอะไรแหม่งๆ กรุณาบอกกันได้ค่ะ เต็มใจแก้เสมอ ขอบคุณค่ะ

Scream of the Butterfly by MissB

แปลเป็นไทยโดยจขบ.นี่แหละ Thanks to MissB <3
& Thanks to lovely people@JRISS

Fandom: Linkin Park
Pairing: Mike/Chester
Rate: PG13 - NC17
Genre: Drama/AU
Source: http://www.lpfiction.com/story.php?id=12049

Part 1/20 Part 2/20

 

Chapter 2 : Wrong or Right?

 

'เปรี๊ยะ'


ไมค์หน้าเสีย หวังใจว่าเสียงที่ได้ยินคงไม่ใช่เสียงกระดูกหัก แม้จะมี “บางสิ่ง” หักอย่างไม่ต้องสงสัยแต่เขาก็ยังอยากให้เป็นต้นไม้สักต้นที่ถึงฆาตหรือแค่กิ่งไม้หักสักกิ่งมากกว่า เจ้าตัวภาวนาระหว่างก้มดูร่างที่ยังนั่งงุนงงอยู่กับพื้น ท่าทางของเชสเตอร์ซึ่งกอดแขนแนบอกแน่นนั้นไม่ใช่สัญญาณที่ดีเท่าไรนัก

ทำอย่างไรดีล่ะนี่ ไมค์กังวล คุกเข่าถามด้วยความเป็นห่วง “ไม่เป็นไรนะ?”

แววตาที่ช้อนมองขึ้นมาแสดงความสับสน เห็นได้ว่าอีกฝ่ายกำลังพยายามหาคำตอบ สมองของเชสเตอร์ปรับตัวกับความเป็นจริงที่สาดเข้าใส่อย่างช้าๆ เพราะไม่กี่นาทีก่อนเจ้าตัวยังเป็นราชาแห่งพงไพรแท้ๆ แม้จะเป็นป่าที่อัตคัดอยู่สักหน่อยเพราะมีต้นไม้ใหญ่คือต้นโอ๊คใกล้ตายซากเพียงต้นเดียวตรงใจกลางก็เถอะ แต่อย่างไรเสียเชสเตอร์ก็เป็นราชา หากทว่าในขณะนี้ร่างผอมกลับต้องทรุดตัวบนพื้น เพราะอาการปวดซึ่งเต้นตุบๆ อยู่บริเวณข้อมือ

“อือฮึ...” เชสเตอร์ส่งเสียงผ่านไรฟัน ส่งสายตาแสดงความเจ็บปวดสุดกลั้น

“โอเค ทีนี้ระวังนะ” ไมค์กระซิบปลอบ แล้วฝืนดึงแขนคนเจ็บให้ยืดตรงอย่างช้าๆ นวดคลึงเบาๆ บริเวณรอยขีดข่วน เพิ่มแรงกดเล็กน้อยในบางจุดซึ่งทำให้เด็กหนุ่มผมทองนิ่วหน้า “ขอโทษที เราคงต้องไปให้นางพยาบาลดู แต่คงไม่ใช่กระดูกหักหรอก”

นับว่าเป็นอีกชั่วขณะหนึ่งที่จิตใจของเชสเตอร์ก้าวกระโดดจนไมค์ตามไม่ทัน ราวกับเจ้าตัวเพิ่งจำได้อย่างกะทันหันว่าความจริงแล้วไมค์อายุอ่อนกว่าตัวเอง เด็กหนุ่มเม้มริมฝีปากด้วยทีท่ากังขาแล้วเอ่ยถาม “คุณรู้ได้ยังไง”

ปัญหายักษ์ของไมค์คือเขานึกรักชั่วขณะแบบนี้เป็นบ้า ไมค์ทึ่งเป็นพิเศษที่เชสเตอร์ไม่ร้องไห้แม้จะเห็นชัดว่าเจ็บปวดแสนสาหัส ช่วยไม่ได้ที่ดันเห็นว่าสายตาขี้สงสัยนั่นช่างดูมีเสน่ห์เสียเหลือเกิน แม้การละเล่นกลางแจ้งจะทิ้งหลักฐานเป็นร่องรอยน้อยๆ แอบซ่อนไว้บนใบหน้า ภายใต้แก้มมอมแมมมีคราบน้ำตาสองสามหยดที่แห้งติดผิวซึ่งเจ้าตัวยกมือปาดไว้เมื่อความเจ็บปวดเข้าจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัว

“เฮ่ ในอนาคตฉันอยากเป็นหมอนะ ฉันก็พอรู้เรื่องบ้างหรอกน่า…” ไมค์แย้ง

“หมองั้นหรือ?” เชสเตอร์คราง จ้องไมค์อย่างงุนงง

ไมค์เกือบอารมณ์เสียเพราะสายตาบ่งบอกว่าไม่น่าเชื่อจากเจ้าของเรือนผมสีทอง “มันไม่น่าเชื่อเลยหรือไง?”

จะเพราะสงสารหรืออะไรก็ตามแต่ เชสเตอร์ยิ้มน้อยๆ ก่อนกัดฟันพูด “ผมแค่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าไมค์อยากเป็นหมอ”

เชสเตอร์ผิดหวังใช่ไหมนี่? ไมค์ถามตัวเองพลางช่วยประคองอีกฝ่ายเข้าข้างใน

“ฉันอยากช่วยเหลือผู้คน” เด็กหนุ่มบอก สงสัยว่าจะออกตัวเรื่องหนทางที่เลือกไว้ไปเพื่ออะไร

“หมอบางคนก็ไม่ได้ช่วยเท่าไร” เชสเตอร์พึมพำ ไมค์ดึงร่างบางให้หยุด

ความรู้สึกแสนคุ้นเคยเข้ากระทบอย่างจังระหว่างแตะอีกฝ่ายเบาๆ ไมค์ส่งเสียงกระแอม เวลาผ่านมาหลายสัปดาห์หลังเกิด “เหตุการณ์” นั้น แต่ไมค์ไม่โง่พอจะคิดว่าเรื่องจบลงเรียบร้อยแล้ว ในทางกลับกันมันเพิ่งเริ่มต้นด้วยซ้ำ เด็กหนุ่มต้องใช้เวลาพักใหญ่อธิบายให้เชสเตอร์ฟังว่าตนไม่ได้หวังผลประโยชน์เรื่องเซ็กซ์ดังนั้นจึงไม่ “จำเป็น”ต้องเสนอร่างกายเพื่อแลกความเป็นเพื่อน สำหรับเชสเตอร์ความคิดเช่นนี้ทำให้เจ้าตัวสับสนไม่น้อยจนไมค์นึกจริงจังว่าอยากปรึกษาใครสักคนเสียเหลือเกิน แต่ความกลัวว่าจะต้องเปิดเผยความสัมพันธ์ทำให้เลิกคิดแทบจะทันที  

เชสเตอร์เองเสียอีกที่ดูจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรอย่างน่าประหลาด อีกฝ่ายยังชอบเข้ามาคลอเคลียเช่นเคย มีบางสิ่งในพฤติกรรมของเชสเตอร์ที่แตกต่างจากเดิมอย่างเห็นได้ชัดในทุกครั้งที่ทั้งคู่อยู่กันตามลำพัง และไมค์เองก็ทำอะไรไม่ได้ แถมยังมีตัวอย่างเหตุการณ์แบบจะๆ จากเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งซึ่งทั้งคู่เล่นด้วยกัน ระยะหลังนี้เชสเตอร์มักหาวิธีเข้าใกล้ชิดไมค์ได้มากขึ้นด้วยการแฝงไว้ในเนื้อเรื่องอย่างแนบเนียนและเป็นธรรมชาติเสียจนจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน กว่าจะฉุกใจคิดได้ก็เป็นในภายหลังระหว่างเดินทางกลับบ้านไปโน่นแล้ว

ปัญหาคือไมค์ชอบสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะพยายามพร่ำบอกหรือเตือนสติตนเองแค่ไหน ทุกอย่างล้วนหายวับไปหมดในเวลาแบบนี้ ไมค์ไม่เคยจัดให้ตัวเองเป็นพวกกล้าได้กล้าเสียมาก่อน แต่พอมีเชสเตอร์อยู่ข้างๆ เขากลับไม่สนใจอะไรเลยนอกจากห้วงเวลาที่ทั้งคู่ได้อยู่ด้วยกัน ยิ่งไปกว่านั้นเด็กหนุ่มผมทองยังกลายเป็นมนุษย์ที่งดงามที่สุด เท่าที่หัวใจและวิญญาณของไมค์เคยสัมผัสไปเสียแล้ว ซึ่งนั่นก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาต้องห้ามทั้งหลายแหล่เลย ไมค์เริ่มสงสัยขึ้นทุกทีถึงสาเหตุซึ่งทำให้เชสเตอร์มีสภาพเช่นนี้

ไมค์พยายามหาคำตอบเรื่องอีกฝ่ายอย่างระมัดระวังแม้ดูเหมือนแทบเป็นไปไม่ได้ เชสเตอร์มักให้ประวัติของตัวละครไว้ครบถ้วน แต่ไม่เคยเอ่ยเรื่องส่วนตัวของตนเอง เด็กหนุ่มไม่เคยพูดเรื่องครอบครัวหรืออดีตให้ฟังแม้แต่ครั้งเดียว เวลาไมค์เล่าเรื่องในวัยเด็กของตัวเองให้ฟัง อีกฝ่ายก็ทำเพียงรับรู้โดยไม่มีทีท่าคุ้นเคยแต่อย่างใด ไม่ว่าของเล่นชิ้นแรก หนังเรื่องแรกที่ได้ดู หรืออะไรต่อมิอะไรที่เป็นครั้งแรก

ไมค์ประสบความล้มเหลวในการพยายามเปิดใจเชสเตอร์ และได้เรียนรู้อย่างรวดเร็วว่าตนเองฝึกฝนทักษะในการพูดคุยเรื่องทำนองนี้มาไม่พอ เชสเตอร์ปฏิเสธจะคุยถึงชีวิตของตัวเองก่อนเข้ามาอยู่ในโรงพยาบาล เมื่อถูกถามคำถามจำเพาะเจาะจงมากๆ เข้า เด็กหนุ่มจะเมินคำถามนั้นไปเลย ไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบาย ขอเพียงดำเนินชีวิตต่อไปได้ ตัวละครที่สร้างขึ้นอาจมีพื้นฐานจากเรื่องที่เจ้าตัวเคยพบมา แต่อดีตของเชสเตอร์เองนั้นว่างเปล่า

ดังนั้นไมค์จึงตกใจเมื่อได้ยินคำพูดเช่นนั้นจนต้องออกปากถาม “หมอแบบไหนหรือที่ไม่ดี?”

ทั้งคู่พูดจากันได้ทุกเรื่องตามต้องการก็จริงแต่ไมค์มั่นใจว่าเชสเตอร์จงใจเปลี่ยนเรื่องเสียเฉยๆ เป็นแน่ อีกฝ่ายเอ่ยขึ้นลอยๆ ว่าปวดข้อมือ ช้อนสายตาวิงวอนก่อนผินหน้าไปทางอื่น ระหว่างเดินเข้าตึกคนเจ็บบ่นอุบว่าจบนิทานเรื่องนี้ไม่ได้เพราะตัวเอกดันบาดเจ็บสาหัสเสียนี่ จริงๆ แล้วกิริยาดังกล่าวออกจะเหมือนเด็กเกินไปสักหน่อยสำหรับไมค์ แต่คนอายุน้อยกว่าก็ทำเพียงส่งยิ้มแสดงความเห็นใจและรับรู้ให้

“หากต้องตัดแขนจะทำยังไงดี?” เด็กหนุ่มร้องถามเสียงสูง

“ไม่ต้องตัดหรอก ฉันรับรอง”

“แต่ถ้าหากแผลเกิดติดเชื้อ แล้วผมต้องตายถ้าไม่ตัดแขนออกล่ะ?”

“ไว้ตอนนั้นเราค่อยคิดกันอีกที”

“แต่ผมไม่อยากให้คนอื่นทำ ไมค์ต้องเป็นคนทำนะ คุณหมอไมค์”

“อย่าเรียกฉันแบบนั้น”

“ทำไมล่ะ?”

“เพราะฉันยังไม่ได้เป็นหมอ และถึงจะเป็นก็ต้องเรียกว่าคุณหมอชิโนดะต่างหาก”

“ชิ… อะไรนะ?”   ไมค์ออกแรงนิดหน่อยผลักบานประตูทางเข้าสถานบำบัด รู้สึกถึงสายตาแสดงความสงสัยหลายคู่ซึ่งจ้องมองมายังทั้งสองคนที่ทำท่าประหลาด เด็กหนุ่มถอนใจ กล่าวต่อเบาๆ “นั่นเป็นชื่อท้ายของฉัน” “ชื่อท้าย?  หมายความว่านี่เป็นชื่อสุดท้าย? ไมค์จะมีชื่ออื่นอีกไม่ได้แล้ว?”

“โอเค นายกำลังกวนส้นฉัน เชสเตอร์ นั่นมันคำถามบ้าบอแบบไหนกันฮะ?” ไมค์เลิกคิ้วถามกลับ ระหว่างใช้แรงประคองกึ่งดันร่างผอมเข้าห้องพยาบาล

“กวนส้น! อย่าพูดคำหยาบแบบนี้นะ” เชสเตอร์คำราม ไมค์สะดุดกึกเมื่อเด็กหนุ่มผมทองหยุดเดินแล้วหมุนตัวหันมาใช้มือข้างไม่เจ็บ ชี้นิ้วจิ้มลงบนอกตน “ห้ามพูดคำนั้นนะ ไมเคิล แล้วผมก็ไม่ได้กวน... ”

“หยุดเถอะ” ไมค์ตอบแบบขำๆ แล้วหมุนร่างอีกฝ่ายกลับไปอีกครั้ง เพราะแม้เชสเตอร์จะแสร้งทำเป็นโกรธหากสีหน้ายังแสดงอาการเจ็บที่ปิดไว้ไม่มิด ขณะจับตัวเชสเตอร์ไว้ในอ้อมแขน ไมค์รับรู้ถึงความแนบชิดซึ่งเกิดอย่างฉับพลันและสังเกตเห็นอาการสั่นไหวที่เกิดขึ้นบางๆ จึงรีบกล่าวเสริม “นายก็มีชื่อท้าย ทุกคนมีนามสกุลทั้งนั้น”

ซูซี่ มิลเลอร์ หัวหน้านางพยาบาลไม่นึกขำเมื่อสองหนุ่มเดินเปะปะเข้ามาในห้องพยาบาล นางรู้สึกเหนื่อยเพราะเป็นเชสเตอร์ อีกแล้วทีนี้อะไรอีกล่ะ? ซูซี่คิด รู้สึกรำคาญเล็กน้อย แล้วเอ่ยขึ้นขณะส่งสายตาคาดโทษให้ไมค์ “ให้ฉันเดานะ...ต้นไม้ต้นเดิมอีกแล้วสิท่า?”  

ไมค์ยิ้มเป็นเชิงสำนึกผิด ส่วนเชสเตอร์ยื่นแขนที่บาดเจ็บให้ดูด้วยรอยยิ้มคล้ายจะหงุดหงิด ก่อนบอก “ผมตกต้นไม้ฮะ”

“ฉันเห็นแล้ว คงเป็นสถิติใหม่สำหรับต้นโอ๊คที่น่าสงสารต้นนั้นเลย ฉันจะไปตามหมอให้ ส่วนเธอ” ซูซี่ชี้มือมาที่ไมค์ “เฝ้าเชสเตอร์อย่าให้คลาดสายตานะ หากเขาไม่อยู่ตอนฉันกลับมาล่ะก็...”

“ไม่ต้องห่วงครับ” ไมค์รีบตอบ มองส่งระหว่างอีกฝ่ายเดินออกไป ปฏิเสธไม่ออกเรื่องที่มาเยือนห้องนี้บ่อยเกินไปแล้ว แต่การป้องกันอุบัติเหตุก็เป็นไปไม่ได้เลยตราบใดที่เชสเตอร์ชอบเล่นอันตรายแบบนี้  

“เธอคงโมโหฉัน” เด็กหนุ่มเอ่ยเรียบๆ หันไปหาเชสเตอร์ที่กำลังมองตนแบบเคืองเล็กๆ “ทำไม?”    

“ไม่ใช่ทุกคน ซะหน่อยที่มีนามสกุล”

นี่เรายังอยู่เรื่องนี้กันอีกเรอะ? ไมค์ขยี้ตา นั่งลงแล้วพยายามอธิบายอย่างระมัดระวัง “แต่ทุกคนที่ฉันรู้จักมีนามสกุลกันทั้งนั้น โอเคนะ”  

“ผมไม่มี” เชสเตอร์โพล่งขึ้น ไมค์เห็นอีกฝ่ายหลุบตา เห็นได้ชัดว่ามีบางสิ่งรบกวนจิตใจ

“มีสิ เบนนิงตั้นไง ชื่อของนายคือ เชสเตอร์ เบนนิงตั้น”

ไมค์รู้ทันทีว่าตนทำพลาดร้ายแรงเพราะเชสเตอร์เปลี่ยนสีหน้าในอึดใจราวหยิบหน้ากากขึ้นสวม เจ้าตัวจ้องมองผนังห้องอย่างเหม่อลอย หลบสายตา หากยังยืนยันคำพูดเดิม “ไม่หรอก ไม่ใช่”  

“โอเค เข้าใจแล้ว งั้นนายก็แค่ชื่อเชสเตอร์เฉยๆ แบบนั้นก็ได้ ฉันน่าจะใช้แค่หมอไมค์เหมือนกัน คนจะได้เรียกง่ายๆ” ไมค์รีบกล่าวเป็นเชิงล้อเล่นด้วยน้ำเสียงสนิทสนม หัวใจเต้นแรง แล้วจึงคลายใจเมื่อเด็กหนุ่มผมทองลืมเรื่องรบกวนจิตใจได้รวดเร็วเช่นเคย จะเป็นคำสาปหรือพรสวรรค์ไมค์เองก็ไม่มั่นใจ  

“ไมค์น่าจะทำแบบนั้นล่ะ”  

แม้จะเป็นห้วงสั้นๆ แต่ก็ทำเอาไมค์ขนลุกเกรียว ปรารถนาอยากให้ตนทำเป็นไม่รู้สึกรู้สมได้เช่นเดียวกับใครต่อมิใครในที่นี้บ้างเหลือเกิน ทุกคนยอมรับเชสเตอร์อย่างที่เชสเตอร์เป็นโดยปราศจากคำถาม หากแต่ไมค์ต้องการคำตอบเพราะเขาหยุดสงสัยไม่ได้ ห้วงเวลาเช่นนี้ เด็กหนุ่มมักได้รับสัญญาณเตือนเป็นนัยอยู่เสมอ รสขมปร่าในปากบอกให้ปล่อยวางเสีย เขาไม่อยู่ในฐานะที่สมควรถาม เพราะใช่ว่าตนจะอยู่โรงพยาบาลนี้ไปชั่วนิรันดร์เสียเมื่อไร ประการสำคัญยิ่งกว่าคือเขาเป็นแค่เด็กฝึกงาน ส่วนเชสเตอร์น่ะเป็นคนไข้  

ด้วยความประหลาดใจ ไมค์จ้องมองเชสเตอร์ที่กำลังให้หมอตรวจข้อมือและฟังบทเทศนาไม่รู้จบระหว่างแพทย์กับคนไข้ ฉากซึ่งน่าจะดูปราศจากความหมายนี้ทำให้ไมค์เกิดความรู้สึกยากจะบรรยาย น่าตลกสิ้นดี ไมค์นึกโมโหตัวเอง นี่ตนเกิดหลงรักเชสเตอร์ขึ้นมาแล้วหรือ? เขาจะไร้สติไปถึงไหน? อาจเป็นเพราะเหตุนี้เอง เด็กหนุ่มจึงไม่ปฏิเสธเบอร์โทรศัพท์ซึ่งมีผู้หยิบยื่นให้

ทั้งคู่กำลังเดินออกจากห้องตรวจตอนที่ไมค์เกือบชนกับเด็กหนุ่มผมสีทรายสว่างตาเข้าอย่างจัง อีกฝ่ายยิ้มกว้างเมื่อไมค์เอ่ยขอโทษ ฝ่ายซึ่งดูคล้ายพวกนิยมเล่นเซิร์ฟ มีผิวสีแทนอย่างคนมีสุขภาพดีกับรอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์เหลือร้าย  

“ไม่เป็นไร ไม่ถึงตาย” คนแปลกหน้าเอ่ยให้ไมค์ทิ่ยิ้มตอบ  

เด็กหนุ่มยื่นมือ พร้อมแนะนำตัว “ฉันชื่อไมค์ เป็นเด็กฝึกงาน และตอนนี้ก็คงกำลังดูทึ่มชะมัด”

เดฟคือชื่อที่อีกฝ่ายบอก เดฟหัวเราะ จับไม้จับมือทำความรู้จัก จากนั้นจึงหันไปหาเชสเตอร์ซึ่งเฝ้ามองอย่างระแวดระวัง “แล้วนาย?”

“เชสเตอร์” เด็กหนุ่มบอกเสียงเรียบ จับมืออย่างไม่เต็มใจพลางจ้องฝ่ายตรงข้ามไม่วางตา    

“ฉันเป็นคนดูแลเขา” ไมค์ตอบแล้วพลันรู้สึกแย่ทันทีเมื่อกล่าวจบ รู้สึกได้ว่าเจ้าของเรือนผมสีทองข้างกายเกร็งตัวขึ้น

“หมอนี่คงทำงานไม่ได้เรื่องล่ะสิ?” เดฟยิ้ม ถามเชสเตอร์ซึ่งกอดแขนที่บาดเจ็บแนบอกแน่น  

เด็กหนุ่มส่ายศีรษะช้าๆ สืบเท้าถอยหลัง เอ่ยเส